ชื่อเรื่อง : “MOFs: วัสดุอนาคตเปลี่ยนโลก“










1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ MOFs และเครื่อง Breakthrough Carbon Capture
1.1 ประวัติของ MOFs
MOFs หรือ Metal-Organic Frameworks ได้ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1995 โดยศาสตร์ตราจารย์ Omar M. Yaghi และกำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
1.2 โครงสร้างของ MOFs
MOFs เป็นวัสดุโครงสร้างสามมิติ ประกอบด้วย Metal ion เป็นจุดศูนย์กลางของโครงสร้างย่อย ๆ และลิแกนด์อินทรีย์ เป็นตัวเชื่อมในโครงสร้าง โดยเชื่อม Metal ion ไว้ด้วยกัน โดยโลหะกับลิแกนอินทรีย์จะเชื่อมต่อกันด้วยพันธะโคออร์ดิเนต
- คุณสมบัติของ MOFs
1) พื้นที่ผิวจำเพาะสูง
2) ปรับแต่งรูพรุนได้อิสระ
3) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีได้ ด้วยการเลือกชนิดของโลหะและลิแกนด์อินทรีย์ที่แตกต่าง โดย MOFs มีโครงสร้างผลึกที่สามารถควบคุมได้อย่างแม่นยำ
- ประเภทของ MOFs
- UiO series สามารถสังเคราะห์ได้จากโลหะไทเทเนียม, Zr 4+ กับลิแกนด์อินทรีย์กรดไดคาร์บอกซิลิก โดย MOFs ประเภทนี้จะมีลักษณะเด่น คือ มีความเสถียรภาพความทางร้อนและเคมีสูง
- ZIF series สามารถสังเคราะห์ได้จากโลหะที่มีประจุ +2 เช่น Zn 2+ หรือ Co 2+ กับลิแกนด์อินทรีย์กลุ่มอิมิดาโซเลต ซึ่งประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน โดย MOFs ประเภทนี้มีลักษณะเฉพาะ คือ มีโครงสร้างคล้าย Zeolite แต่ปรับแต่งได้หลากหลายกว่า
- MIL series สามารถสังเคราะห์ได้จากโลหะแลนทาไนด์กับลิแกนด์อินทรีย์กรดไดคาร์บอกซิลิก หรือโลหะที่มีประจุ +3 เช่น Fe³⁺, Cr³⁺ และ Al³⁺ กับลิแกนด์อินทรีย์กรดเทเรฟทาลิก โดย MOFs ประเภทนี้มีลักษณะเด่น คือ มีความแข็งแรงทางเคมีสูง
- PCN series สามารถสังเคราะห์ได้จากตัวโลหะ Cu 2+ กับลิแกนด์อินทรีย์ที่มีโครงสร้างยาว เช่น s-heptazine trebenzoate โดย MOFs ประเภทนี้มีลักษณะเด่น คือ มักจะมีพื้นที่ผิวสัมผัสสูงและมีรูพรุนขนาดใหญ่
- IRMOF series สามารถสังเคราะห์ได้จากโลหะที่มีโครงสร้างทุติยภูมิ (SBU) เป็น (Zn 4 O) 6+ กับลิแกนด์อินทรีย์อะโรมาติกคาร์บอกซิลิก โดย MOFs ประเภทนี้มีลักษณะเด่น คือ มีโครงสร้างที่คล้ายกัน แต่มีลักษณะรูพรุนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของลิแกนด์อินทรีย์ที่เลือกใช้
- เทคนิคการสังเคราะห์ MOFs
- วิธีดั้งเดิม (Conventional Method) นำตัวทำละลายใส่ในภาชนะปิด แล้วให้ความร้อนเหนือจุดเดือดของตัวทำละลาย โดยวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากในการสังเคราะห์ MOFs แต่ข้อเสีย คือ ใช้เวลานาน ในการสังเคราะห์
- วิธีทางไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Method) จะทำการเตรียมสารละลายโลหะ ผสมเข้ากับ
ลิแกนด์และอิเล็กโทรไลต์ โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถสังเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว เป็นวิธีที่ใช้ในระดับอุตสาหกรรม - การใช้คลื่นไมโครเวฟ (Microwave-Assisted Method) เป็นการสังเคราะห์ MOFs อย่างรวดเร็วและได้ปริมาณ MOFs สูงเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีดั้งเดิม โดยวิธีนี้สามารถใช้จับคู่กับวิธีอื่นได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์MOFs
- วิธีการใช้คลื่นเสียง (Sonochemical Method) เป็นการใช้คลื่นเสียงพลังงานสูง กระตุ้นให้เกิดฟองที่มีพลังงานในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้เกิดผลึกในตำแหน่งดังกล่าว เป็นวิธีที่ใช้ลดระยะเวลาในการเกิดปฏิกิริยา
- วิธีการใช้แรงกลทางเคมี (Mechanochemical Method) วิธีนี้เป็นการใช้แรงกล หรือแรงบด แทนการใช้ตัวทำละลาย วิธีนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่มีตัวทำละลายในระบบ แต่ข้อจำกัดของวิธีนี้คือ การควบคุมผลึกให้มีความสม่ำเสมอ เนื่องจากไม่มีตัวทำละลายเข้ามาเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการในการสังเคราะห์ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการใช้งาน หากต้องการพื้นที่ผิวสัมผัสมาก ขนาดรูพรุนเฉพาะ หรือมีความเสถียรทางความร้อน ต้องเลือกใช้วิธีการสังเคราะห์ให้ถูกวิธี
- ประโยชน์ของ MOFs
- ด้านการแพทย์ในการนำส่งยา (Drug Delivery) MOFs เปรียบเสมือนแคปซูลในระดับนาโนที่ช่วยบรรจุตัวยาไว้ภายใน แล้วค่อย ๆ ปล่อยตัวยาไปที่เซลล์เป้าหมาย
- การกักเก็บก๊าซ (Gas Storage) เนื่องจาก MOFs มีลักษณะคล้ายฟองน้ำที่มีรูพรุนจำนวนมาก จึงสามารถใช้รูพรุนในการดูดซับและกักเก็บก๊าซเอาไว้ได้
- การแยกก๊าซ (Gas Separation) การแยกก๊าซ เป็นกระบวนการสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี โดยเฉพาะแก๊สธรรมชาติจำเป็นต้องแยก C3H8 , C2H6 และ CH4 ออก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้พลังงานสูงมาก โดยการนำ MOFs มาใช้ในการแยกก๊าซ คือ MOFs จะทำหน้าที่เหมือนแผ่นกรองที่แยกชนิดของสารต่าง ๆ ที่มีขนาดแตกต่างกัน ออกจากก๊าซผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแยกก๊าซด้วย MOFs จึงไม่ใช่แค่การประหยัดพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปก๊าซได้อย่างมหาศาล
- การตรวจจับปฏิกิริยาทางเคมี (Chemical Sensors) MOFs จะทำหน้าที่เหมือนเซ็นเซอร์ในการตรวจจับสารเคมีหรือก๊าซพิษ เช่น การนำ MOFs ชนิด ZIF-67 มาใช้ในการตรวจจับก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งพบได้มากในอาคารอุตสาหกรรมและเฟอร์นิเจอร์ พบว่า เซ็นเซอร์ตัวนี้สามารถ ตรวจจับก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ได้ที่อุณหภูมิต่ำเพียง 150 องศาเซลเซียส และให้ผลตอบสนองที่ไวมากแม้ในความเข้มข้นเพียง 5 ppm
- การบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment) ในภาคอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ ฟอกหนัง หรือแม้แต่ในอาหาร มักปล่อยน้ำเสียที่มีสีย้อมอินทรีย์ซึ่งเป็นสารตกค้างในสิ่งแวดล้อมและทำลายสิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ โดย MOFs จะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่มีแม่เหล็กดูดซับเฉพาะสีย้อมที่ปนเปื้อนในน้ำออกไป
2. เครื่อง Breakthrough Carbon Capture
เครื่อง Breakthrough Carbon Capture เป็นเครื่องดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบสมรรถนะการดักจับ CO2 ภายใต้สภาวะก๊าซไอเสียจำลอง (Flue gas simulation) ซึ่งมีองค์ประกอบใกล้เคียงกับก๊าซไอเสียจริง โดยทั่วไปประกอบด้วยก๊าซ CO2 ประมาณ 8-10%, ก๊าซไนโตรเจน (N2) 67-72%, ไอน้ำ 18-20% และก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ในปริมาณเล็กน้อย การจำลองดังกล่าวช่วยสะท้อนการทำงานที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง และสามารถใช้ประเมินศักยภาพของวัสดุกรอบโลหะอินทรีย์ (MOFs) ในการดักจับ CO2 ภายใต้สภาวะอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้งานเครื่องดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นตอนที่หนึ่ง คือการตั้งค่าก๊าซ โดยป้อนก๊าซ CO2 เข้าสู่ระบบที่ความเข้มข้น 400 ppm สำหรับการดักจับอากาศโดยตรง (Direct Air Capture, DAC) และ 10-15 % v/v สำหรับก๊าซไอเสีย (Flue gas) โดยมีก๊าซ N2 และไอน้ำเป็นก๊าซสมดุล
ขั้นตอนที่สอง MOFs ดูดซับก๊าซ CO₂
ขั้นตอนที่สาม คือการตรวจวัดความเข้มข้นของก๊าซ CO2 โดยใช้เซนเซอร์ ทั้งระบบถูกควบคุมและตรวจสอบผ่านโปรแกรม VOWS-P25-CO2 Adsorption โดยมีการควบคุมอุณหภูมิ (สูงสุด 1000 เซลเซียส, 800 วัตต์) ความดัน (ช่วง -0.85 ถึง 0.9 บาร์) และอัตราการไหลของก๊าซ (สูงสุด 100 sccm) ผ่านระบบคอมพิวเตอร์
ขั้นตอนที่สี่ การฟื้นฟู MOFs (Regeneration) ทำการไล่ก๊าซ CO₂ ออกจาก MOFs โดยการเพิ่มอุณหภูมิหรือลดความดัน

















